หันหลังให้กับสังคมเมือง กลับมาเลี้ยงวัวที่บ้าน เพื่อที่จะได้อยู่กับครอบครัว

วิถีชีวิตของคนอิสานทำไม่ถึงต้องมีการทำเกษตรหรือเลี้ยงวัว ผู้อ่านเองเคยส่งใสหรือไม่ครับ จริงๆแล้วผู้เขียนเองก็ส่งใสเหมือนกันน่ะ แต่ก็ได้แต่ถามว่าทำไม่คนในสมัยก่อน จึงไม่อยากให้ลูกรับราชการ มันก็แปลกอยู่เนอะเพื่อนๆว่ามั้ย ต่างจากคนในสมัยนี้ที่ต้องแข่งขันกันสอบบรรจุ พ่อ แม่ ผู้เขียนเองก็เคยเล่าให้ฟังอยู่ว่า สมัยแต่ก่อนนั้นที่ทางมีเยอะจึงอยากให้ลูกช่วยทำ จึงไม่อยากให้ลูกไปรับราชการเพราะรายรับน้อยกว่า

และอีกอย่างก็ต้องไปทำงานที่อื่น จากบ้านไปไกลการสัญจร บ้านเมืองก็ยังไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ บ้างแห่งก็ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำ ทำให้ไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ พ่อ เเม่ จึงเป็นห่วง อยากให้อยู่บ้าน

คนในสมัยก่อนจึงไม่ค่อยมีใครที่จะได้รับราชการ อีกอย่างก็คือการศึกษานั้นก็ไม่ได้บังคับเหมือนสมัยนี้ คนที่อายุมากๆแล้ว ส่วนมากแล้วเต็มที่ก็จะจบ ป 4 จึงทำให้ไม่มีใครที่มีวุฒิถึงเกณฑ์กำหนด

ในสมันนั้นพ่อผู้เขียนเองบอกว่าใครที่จบ มส.3 หากต้องการที่จะรับราชการ ทางการก็สามารถบรรจุให้เลย ไม่ได้มาดิ้นรณแข่งขันกันถึงขนาดนี้ การเป็นอยู่ก็เรียบง่าย

แหล่งอาหารตามธรรมชาติก็มีมาก ไม่เหมือนปัจจุบันนี้พื้นที่เหล่านั้นได้หายไปเรื่อยๆ เพราะความเจริญของสังคมเมือง มีการสร้างบ้านเรือน ตึกราม บ้านช่อง ก็เต็มไปหมด

พื้นที่ธรรมชาติจึงเริ่มหมดหายไป กลับกลายมาเป็นการแข่งขันในเรื่องความรู้ ในเรื่องวุฒิการศึกษา และที่สำคัญทุกวันนี้อะไรก็ต้องเป็นเงินเป็นทองไปหมด

การแข่งขันก็สูงผู้คนต่างอยากเอารัดเอาเปียบกัน ต่างกันมากกับยุคก่อนๆที่มีอะไรก็แบ่งกันกิน ทุกวันนี้เป็นไงครับ แค่จอดรถข้างหน้าบ้านก็เป็นเรื่องกันแล้ว

หลายท่านจึงเลือกเดินออกมาจากสังคมเมือง กลับมาอยู่ตามพื้นที่ชนบท มาหาอาชีพอื่นทำสืบทอดอาชีพของบรรพบุรษของเรา อาชีพที่เคยทำมานั้น ก็คือทำการเกษตร เลี้ยงวัวเลี้ยงกระบือ

เพื่อนๆที่ทำงานตามโรงงาน หรือรับราชการอยู่ มีแนวความคิดเหมือนผู้เขียนบางหรือไม่ครับ สังคมทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปมาก เราหันกลับมาอยู่บ้านหาอะไรทำ ในสิ่งที่เรารักกันเถอะครับ ไม่ว่าจะเลี้ยงวัว ทำเกษตร หรือค้าขาย ที่บ้านเรา ดั่งที่เค้าบอกว่า ” สุขใดเล่าจะเท่าสุขที่บ้านเรา ”  สิ่งนี้คือความจริงครับ

ภาพจากอินเตอร์เน็ต

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *